Marketplace online สำหรับสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ!

ความแตกต่างระหว่างการการทำเกษตรเคมี เกษตรแบบธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์

ความแตกต่างระหว่างการการทำเกษตรเคมี เกษตรแบบธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์ ให้ผลผลิตและรายได้ที่ต่างกันด้วย

เนื่องจากผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ทุกคน ๆ ได้รับผลกระทบในเรื่องรายได้ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นแล้วการประหยัดรายจ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก การหันมาทำเกษตรเช่นการปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองจึงเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง เพราะสามารถทำได้ง่ายและใช้ต้นทุนน้อย อีกทั้งยังเป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน แต่ในการทำเกษตรนั้นอุปสรรคส่วนมากที่พบเจอคือ แมลงมากัดกินพืช พืชมีใบเหลือง สารอาหารไม่พอทำให้พืชโตช้าหรือไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ปัญหาเหล่านี้ถือว่าเป็นปัญหาพื้นฐานที่พบเจอได้ง่าย แต่การจัดการปัญหาเหล่านี้ล้วนมีวิธีที่ต่างกัน เช่นการเลือกใช้ยาฆ่าแมลง ใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อแก้ปัญหาใบเหลือง หรือทำยาไล่แมลงจากสมุนไพรพร้อมๆกับใช้ปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น

วิธีการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นขั้นตอนการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การแบ่งประเภทของการทำเกษตร โดยหลัก ๆ แล้วแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย
- การทำเกษตรเคมี
- การทำเกษตรแบบธรรมชาติ
- การทำเกษตรอินทรีย์

ซึ่งแต่ละประเภทนั้นมีขั้นตอนการเพาะปลูกและการดูแลที่แตกต่างกันส่งผลให้ผลผลิตและรายได้ที่ต่างกันด้วย

การทำเกษตรเคมี คือการทำเกษตรแบบใช้สารเคมีในการเพาะปลูกเป็นหลัก เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าย่า ยาฆ่าแมลง เป็นต้น ซึ่งเน้นปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือประเภทเดียว จุดประสงค์เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มาก การทำเกษตรประเภทนี้ส่วนมากจะทำเพื่อขายให้กับตลาดขนาดใหญ่หรือแบบเหมา ราคาขายจึงขึ้นอยู่กับราคาหน้าสวน เกษตรกรจึงไม่สามารถต่อรองราคาได้มากนัก นับว่าเป็นการผูกขาดอีกรูปแบบหนึ่งอีกทั้งยังเป็นการทำเกษตรที่ใช้ต้นทุนสูงเพราะมีค่าปุ๋ยเคมี หรือค่าสารเคมีอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าปุ๋ยเคมีสูงขึ้นในทุก ๆ ปี อีกทั้งการใช้สารเคมีไปนาน ๆ ทำให้พื้นดินตรงนั้นอาจเกิดความเสื่อมโทรมและดินขาดความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งแหล่งน้ำมีสารเคมีเจือปนและมลพิษทางอากาศ ส่งผลให้ระบบนิเวศเสียหายและเป็นการทำลายธรรมชาติทางอ้อมและยังส่งผลให้เกษตรกรได้รับสารพิษเข้าร่างกายอีกด้วย

เกษตรเคมี.jpg

การทำเกษตรแบบธรรมชาติ คือการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ เน้นตามหลักธรรมชาติ อาจใช้ปุ๋ยธรรมชาติเช่น ปุ๋ยมูลสัตว์หรือปุ๋ยหมักมาใช้ รอผลผลิตตามธรรมชาติ ส่วนมากจะปลูกแบบผสมผสานเพราะใช้ต้นทุนน้อยและสามารถเลือกชนิดพันธุ์เองได้ มีขั้นตอนการปลูกที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ผลผลิตที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและการบำรุง การทำเกษตรประเภทนี้ส่วนมากจะทำเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลักหรือขายตามตลาดใกล้บ้านหรือตลาดทั่วไป ดังนั้นแล้วการทำเกษตรแบบธรรมชาตินี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากเพราะสะดวกในการเพาะปลูกและไม่ใช้ต้นทุนสูงมาก สามารถเพาะปลูกได้ในพื้นที่ขนาดเล็กหรือขนาดกลาง

เกษตรธรรมชาติ.jpg

การทำเกษตรอินทรีย์ คือการทำเกษตรโดยแบบองค์รวมคือให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อมๆกับการเพาะปลูกแบบไม่ทำลายระบบนิเวศ โดยดินที่ปลูกนั้นจะต้องมีการบำรุงรักษาหน้าดินและมีแหล่งน้ำที่สะอาดปราศจากสารปนเปื้อนเป็นต้น ซึ่งจะต้องเพาะปลูกตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของมาตรฐานอินทรีย์ของไทย ซึ่งมีตรารับรองเป็นเครื่องการันตี ในปัจจุบันมีหลายหน่วยงาน เช่น มาตรฐานอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร หรือ ( Organic Thailand ) , มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย ( ACT- IFOAM ) หรือ มาตรฐานอินทรีย์ท้องถิ่น เช่นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เกาะพะงัน เป็นต้น การทำเกษตรประเภทนี้ส่วนมากจะเน้นขายให้กับกลุ่มผู้รักสุขภาพและสามารถขายได้ในทุกตลาดโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ผลผลิตมีราคามากที่สุดเฉลี่ยประมาณสองเท่าเมื่อเทียบกับการทำเกษตรทั้งสองแบบข้างต้น นอกจากนี้เป็นการทำเกษตรที่ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานเทียบเท่าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เกษตรอินทรีย์1.jpg เกษตรอินทรีย์2.jpg

ดังนั้นแล้วจึงสามารถสรุปได้ว่า การทำเกษตรแบบอินทรีย์มีขึ้นตอนและการดูแลที่ยุ่งยากในช่วงแรก แต่เป็นการทำเกษตรที่ยั่งยืนและปลอดภัยต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตเอง โดยมุ้งเน้นทำเกษตรแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและรักษาระบบนิเวศซึ่งนำไปสู่ความมั่นคงในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ รายได้จากผลผลิตเฉลี่ย 2 เท่าของการทำเกษตรโดยทั่วไป ส่วนการทำเกษตรแบบธรรมชาติจะง่ายกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่และส่วนบุคคล เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการปลูกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนหรือขายในตลาดทั่วไป ในส่วนสุดท้ายคือการทำเกษตรเคมี คือเน้นผลผลิตที่ได้ปริมาณมากเป็นหลัก รายได้ขึ้นอยู่กับการขายแบบเหมาสวน ใช้ต้นทุนสูง เป็นการทำเกษตรที่ง่ายที่สุดแต่มีข้อเสียมากที่สุดทั้งในเรื่องต้นทุนค่าปุ๋ย เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตัวผู้ปลูกและผู้บริโภค ทำลายระบบนิเวศ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในบริเวณรอบๆ

ติดตามข้อมูลจาก Farmstory ได้ทางเพจ Facebook @farmstory.co

โดย: เกษร 2020/06/22

บทความที่คุณอาจสนใจ

ปัญหาภัยแล้งรับมืออย่างไร ?+'.jpg'
ปัญหาภัยแล้งรับมืออย่างไร ?

ปัญหาภัยแล้วในปี 2563 นี้ถือเป็นวิกฤตเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาภัยแล้งนั้นถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีความสำคัญอย่างมาก เราจึงรวบรวมวิธีแก้ปัญหาที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในระยะสั้นและยาว

เกษตรทฤษฎีใหม่ ช่วยเกษตรกรไทย ปลูกสิ่งดี ๆ+'.jpg'
เกษตรทฤษฎีใหม่ ช่วยเกษตรกรไทย ปลูกสิ่งดี ๆ

คำว่า “เกษตรทฤษฎีใหม่” คงเคยได้ยินกันมาพอสมควร เป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ได้ทรงมอบแนวคิดให้กับเกษตรกรในการใช้พื้นที่เพาะปลูกและทำการเกษตรอย่างคุ้มค่า

ข้าวก่ำล้านนา (Khao Kum Lanna)+'.jpg'
ข้าวก่ำล้านนา (Khao Kum Lanna)

ข้าวก่ำล้านนา (Khao Kum Lanna) หนึ่งในข้าว GI ของไทย

สาคูพัทลุง ตอนที่ 1+'.jpg'
สาคูพัทลุง ตอนที่ 1

สาคูพัทลุงที่เป็นมากกว่าแป้งทำขนม แต่รวมถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สายน้ำ และชีวิตคนพัทลุง