Marketplace online สำหรับสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ!

Whole foods คืออะไร ?

สารบัญ

ปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสภาพร่างกายให้แข็งแรง ยิ่งในยุคนี้มีรูปแบบการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย เช่น วีแกน ไดเอท, แพลนท์ เบสด์ ไดเอท, เมดิเตอร์เรเนียนไดเอท, แดช ไดเอท และคีโตไดเอท แต่หัวใจสำคัญก็คือ ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการทานอาหารแบบไหน ทุกวิธีล้วนเป็น Whole foods หรือ อาหารจากธรรมชาติ และอาหารแบบออร์แกนิคทั้งสิ้น

Whole foods คือ อาหารที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรือผ่านการปรุงแต่งน้อยมากก่อนถูกนำมาบริโภค เป็นรูปแบบอาหารที่อยู่ในสภาพใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ผัก ผลไม้ปลูกโดยไม่ผ่านการใช้ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี ข้าวกล้องที่ไม่ผ่านการขัดสี เป็นต้น

Whole foods กับ Processed foods ต่างกันอย่างไร ?

เวลาเราเลือกซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ ตามตลาด ความแตกต่างระหว่าง อาหารที่ถูก Processed หรือมาจากธรรมชาติ สามารถดูได้จากส่วนประกอบ บนฉลากด้านหลังของแพ็คเกจ โดย Processed foods มักจะมีส่วนประกอบหลัก 3 ข้อ ดังนี้

1. ไฟเบอร์ในตัวอาหารถูกขัดออก
ไฟเบอร์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อระบบการย่อยอาหารของร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป ไฟเบอร์จะช่วยชะลอตัวระบบการย่อยอาหารของเรา ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารช้าลง และ สามารถดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้มากขึ้น หากเราทานข้าวหรือขนมปังที่ถูกขัดขาว ซึ่งไฟเบอร์ถูกขจัดออกไปแล้ว แป้งที่ทานเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นทันที หรือน้ำผลไม้ หากเป็นน้ำผลไม้ชนิดไม่ผสมน้ำตาลเพิ่ม คือเป็นผลไม้สด จะยังมีวิตามินครบถ้วนอยู่แต่ไฟเบอร์หายไป ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลอย่างรวดเร็ว และร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่อยู่ในผลไม้นั้นได้ทันที การทานน้ำผลไม้ปั่นทั้งลูกจะมีประโยชน์มากกว่าน้ำผลไม้แบบคั้นสด

2. มีการผสมสี สารกันเสียเพื่อยืดอายุอาหาร และใส่สารปรุงแต่ง เช่น น้ำตาล เกลือ เพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร
อาหารที่มีการผสมน้ำตาล เกลือ สารปรุงแต่งรสชาติต่าง ๆ สารกันเสีย และสีหรือสารที่ทำให้ texture ของอาหารนั้นเปลี่ยนไป กลุ่มนี้เป็นอาหารที่พบได้มาก และเป็นกลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดในอาหารประเภท Process foods เพราะผู้ผลิตนิยมใส่น้ำตาล สารปรุงรส เพื่อให้ผู้คนติดใจในรสชาติ พร้อมยืดอายุการวางขายของอาหาร น้ำตาลนั้นเหมือนกับแป้งในการย่อยสลาย เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะต้องมีการเผาผลาญอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้ถูกใช้จะกลายสภาพเป็นไขมัน นำไปสู่ปัญหาการเกิดไขมันสะสม ซึ่งการที่มีไขมันสะสมจำนวนมากอาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้

3. อาหารที่ถูกเพิ่มสารอาหาร หรือไฟเบอร์เข้าไป กรณีนี้เรียกว่า food fortification
อาจทำไปเพื่อให้สามารถโฆษณาได้ว่ามีสารอาหารครบถ้วน กรณีนี้อาจไม่ได้แย่มาก แต่การแปรรูปและใส่สารอาหารเข้าไปทำให้การะบวนการดูดซึมอาหารนั้นเปลี่ยน เช่น นมพร่องมันเนย มีการเติมวิตามืน A และ วิตามิน D เข้ามาในขณะที่ ไขมันนั้นถูกขจัดออกไปแล้ว ร่างกายจะไม่ดูดซึมวิตามิน A และ D เพราะเป็นวิตามินที่มีการละลายในน้ำ การผสมเพิ่มเติมเข้ามาไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะดูดซึมวิตามินนั้นเข้ามาได้

ต่างกับกับอาหารออร์แกนิค ต่างกันอย่างไร ?

อาหาร whole foods และ อาหารออร์แกนิค จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพทั้งคู่ บางคนอาจสงสัยว่าแล้วอาหาร whole foods นั้นเป็น ออร์แกนิค ด้วยหรือเปล่า

อาหารที่ผ่านการปลูก หรือเลี้ยงแบบออร์แกนิค หากไม่ได้นำมาแปรรูปเพิ่มเติม หรือมีการแปรรูปเพิ่มเติมน้อยมาก จะถูกจัดว่าเป็น Whole foods ทั้งหมด แต่สินค้าออร์แกนิคต้องผ่านเกณฑ์เพาะปลูกแบบออร์แกนิคตามมาตรฐานในแต่ละประเทศ ดังนั้นบางท่านที่ปลูกโดยไม่ได้ใช้สารเคมี ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง แต่ไม่มีใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิค ก็ถือว่าสินค้าดังกล่าวยังไม่เป็นเป็นสินค้าออร์แกนิค แต่ยังจัดอยู่ในกลุ่ม whole foods เพราะไม่ผ่านการใช้เคมี และไม่มีการแปรรูป

เลือกรับประทานอย่างไรดี ?

เราไม่สามารถเลี่ยงอาหาร process foods ได้ทั้งหมด แต่อยากแนะนำแนวทางให้เลือกอาหารที่ผ่านการปรุงแต่ง

  1. พยายามทำอาหารกินเอง โดยเลือกวัตถุดิบที่เป็น whole foods
  2. ทานผักและผลไม้ แทนการดื่มน้ำผลไม้
  3. น้ำผลไม้ปั่น แทนการคั้น และไม่ผสมน้ำตาลเพิ่ม
  4. ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว
  5. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่เน้นความหวาน เช่น ชานมต่างๆ หรือกาแฟที่หวานมาก
  6. หลีกเลี่ยงขนมหวาน ถ้าเลี่ยงไม่ได้ลองเปลี่ยนเป็นแบบ หวานน้อย
  7. เวลาทานข้างนอกให้เน้นทานผักมากขึ้น
  8. ทานอาหารพวก nuts seeds beans
  9. เลือกไข่ เนื้อสัตว์ แบบออร์แกนิค

ประโยชน์ต่อสุขภาพที่จะได้รับ ?

  1. น้ำหนักตัว ไขมันสะสมลดลง เมื่อคุณหลีกเลี่ยงอาหารประเภทผสมน้ำตาล และข้าวขาวมาเป็น ข้าวกล้อง
  2. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดัน การทานอาหารที่มีไฟเบอร์มากขึ้น และลดน้ำตาลลง ทำให้ความเสี่ยงโรคลดลงด้วย
  3. ได้รับสารอาหารครบถ้วน
  4. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดต่าง ๆ

การทานอาหารแบบ Whole foods ถือว่าเป็นแนวทางที่สามารถทำได้ในระยะยาวจนเกิดไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน เพราะบางไดเอทนั้นทำได้ยากกว่า เช่น หากคุณเป็นคนชอบกินเนื้อ คุณคงไปสายวีแกนไม่ได้ และหากคุณชอบทานแป้งคุณก็คงไม่สามารถทนคีโตได้นาน ดังนั้น whole foods ไม่ได้ยึดหลักใดหลักหนึ่ง หรือบังคับสัดส่วนอาหารเป็นจำนวนเท่าใด เพียงแต่เป็นแนวทางการแนะนำการเลือกอาหารที่สามารถนำมาใช้ได้ในระยะยาว

อาหารที่รับประทานได้
  • ผัก และ ผลไม้
  • ถั่วต่างๆและ เมล็ดธัญพืช
  • นมและผลิตภัณท์จากนมเช่นโยเกิร์ต
  • เนื้อสัตว์และอาหารทะเล
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
  • อาหารสำเร็จรูป
  • อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งรสชาติ
  • แป้งขัดขาว
  • เครื่องดื่มผสมน้ำตาล

ซึ่งใครที่กำลังสนใจมองหาอาหารตามแนวทางนี้อยู่ แต่ไม่รู้จะซื้อตรงไหน คลิกเข้ามาที่ farmstory ตลาดสินค้าซึ่งมีทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือ อาหารออร์แกนิค ที่มีอาหารสไตล์ Whole foods ให้ได้เลือกสรรกันอย่างงจุใจ เพิ่มสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมโปรโมชั่นดี ๆ อีกมากมายที่รอให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัส แล้วการทานอาหารเพื่อสุขภาพจะง่ายกว่าที่คิด

โดย: Farmstory 2020/08/30

บทความที่คุณอาจสนใจ

กว่าจะเป็นไรซ์เบอร์รี่ มาทำความรู้จักไปด้วยกัน +'.jpg'
กว่าจะเป็นไรซ์เบอร์รี่ มาทำความรู้จักไปด้วยกัน

ข้าวไรซ์เบอรี (Riceberry) ข้าวพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาพันธุ์ขึ้นโดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ณ ศูนย์วิจัยพันธ์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีประโยชน์อย่างไร

ทานอาหารออแกนิค ไกลโรคจริงหรือ+'.jpg'
ทานอาหารออแกนิค ไกลโรคจริงหรือ

การทานอาหารแบบออแกนิกนั้นไม่ได้เพียงมีประโยชน์ ต่อผู้รับประทานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูก ระบบนิเวศ สังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เพียงคุณหันมาทานอาหารกอแกนิกก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อมได้แล้ว

น้ำหัวปลี สายใยรักจากแม่ถึงลูก+'.jpg'
น้ำหัวปลี สายใยรักจากแม่ถึงลูก

น้ำหัวปลี น้ำดื่มเพื่อสุขภาพ ของคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด อาหารบำรุงครรภ์สำหรับคุณแม่

หันมาทานอาหารออแกนิกกันเถอะ…ดีต่อทั้งผู้กิน และผู้ปลูก+'.jpg'
หันมาทานอาหารออแกนิกกันเถอะ…ดีต่อทั้งผู้กิน และผู้ปลูก

ทานอาหารออแกนิกกันเถอะ…ดีต่อทั้งผู้กิน และผู้ปลูก